Doujinshi

[Doujinshi] Diplomatic of Raja

posted on 01 Apr 2010 03:38 by rinwest  in Doujinshi
หมดด้านมืดอันไม่น่าพิศมัยของ Diplomaic of Raja ไปแล้ว
ต่อไปนี้คือด้านสร้างสรร = = ( ล่ะมั้ง )
มาสู่เนื้อหากันเลย !!

สปอย !!!!
( ไม่สวีปด้วยแหละ )

แต่เดิมนั้นมีเพียงแสงสว่างเพียงหนึ่งเป็นทั้งผู้สร้างและผู้ทำลาย
ด้วยความเหงา หรือนึกสนุกหรืออย่างไร แสงสว่างได้แบ่งส่วนหนึ่งของตนสร้างความมืดขึ้นมา
แต่แสงสว่างและความมืดนั้นไร้ขอบเขตไม่สามารถแบ่งแยกได้อย่างชัดเจน
แสงสว่างจึงแบ่งอีกส่วนของตนสร้างแผ่นดินขึ้นมาคั่นกลางแสงสว่างและความมืด
แต่แผ่นดินนั้นเวิ้งว้างว่างเปล่าราวกับจะไร้จุดสิ้นสุด มองแล้วชวนหดหู่
แสงสว่างจึงแบ่งอีกส่วนของตนสร้างมหาสมุทรขึ้นมาเพื่อแบ่งเขตความว่างเปล่านั้น
แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอต่อการไปถึงความสมบูรณ์ของผืนแผ่นดิน
แสงสว่างจึงได้ใช้อีกส่วนของตนสร้างความร้อนขึ้นมาเป็นพลังงานของแผ่นดิน
ความสมบูรณ์เริ่มก่อกำเนิด ผืนแผ่นดินใช้พลังงานนั้นสร้างหนทางของตนเอง
เมื่อเห็นแผ่นดินมีการก้าวเดิน แสงสว่างจึงใช้ส่วนสุดท้ายของตนสร้างชีวิตขึ้นมา

และแล้วก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นในใจของแสงสว่าง



    " แฮ่ก ... แฮ่ก ..... "
เสียงหอบของหญิงสาวคนหนึ่งที่วิ่งอุ้มเด็กทารกราวกับหนีจากอะไรบางอย่างมา
เธอวิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าของชายในชุดสีดำ จากนั้นก็ยื้อยุดแขนข้างหนึ่งของเขาไว้

    " ท่านพี่ราเบีย อย่าออกไปสู้เลย พวกเราพาน้องวอลเลนหนีไปด้วยกันเถอะ "

ชายในชุดดำชายตามองไปที่เธอ ก่อนที่จะหลับตาลงและมองไปด้านหน้าเพียงอย่างเดียว

    " ข้าหนีไปไม่ได้หรอก เจ้าเองก็รู้ไม่ใช่หรือ คูไค ?
ไม่มีผู้ใดสามารถหนีไปจากแสงสว่างได้ ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใคร แม้แต่ข้า
ผู้เป็นความมืดที่เป็นเงาของแสงสว่าง ก็ไม่อาจหนีจากความจริงข้อนี้ได้ "

เมื่อพูดจบ ชายคนนั้นก็สะบัดแขนให้หลุดจากการดึงของหญิงสาว
ก่อนจะเดินออกไป  ไปสู่สนามรบ  ไปสู่การต่อสู้ที่รู้ว่าไม่หนทางชนะ



หลังจากการสร้างชีวิตขึ้นมา แสงสว่างรู้สึกได้ถึงความผิดพลาด และพยายามจะทำลายชีวิตเสีย
เดิมทีนั้นไม่ว่าแสงสว่างต้องการสิ่งใด สิ่งนั้นจะต้องเป็นจริง แต่นั่นไม่ใช่ในครั้งนี้

ความมืด แผ่นดิน และความร้อน ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของแสงสว่าง
แม้จะรู้ว่าการโต้แย้งต่อแสงสว่างผู้เป็นผู้สร้าง นั่นหมายถึงความดับสูญของตน
แต่กระนั้นแล้ว ความรู้สึกอยากปกป้องที่มีต่อชีวิตนั้น มีค่าเกินกว่าความรักตัวกลัวตายของตน

การต่อสู้ดำเนินไปถึง 7 สัปดาห์ ต่างฝ่ายต่างอ่อนล้าจนถึงขีดสุด
และสุดท้าย แสงสว่างก็ได้พลาดท่าแก่ความร้อน
สิ้นสุดการปกครองทั้งมวลโดยแสงสว่าง ณ บัดนั้น



เมื่อสิ้นผู้ปกครองเดิม ผู้ปกครองใหม่ก็ได้ถือกำเนิด ผืนแผ่นดินถูกแบ่งออกเป็นห้าส่วน
ตามจำนวนของผู้ที่ถูกสร้างโดยแสงสว่าง และทั้งห้านั้นก็ได้การขนานนามใหม่ว่า
    " ราจา "


แนะนำตัวละครกันเลย
เรื่องนี้จะแบ่งตัวละครออกเป็น 5 ฝ่าย ตามฝ่ายของราจาแต่ละคน

ฝ่ายเรดราจา
รีฟาร์ : เรดราจาผู้ปกครองดินแดนแห่งเทือกเขา
มีอุปนิสัย เถรตรง มักจะทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง
มีเปลวไฟ สายฟ้า และวิชาดาบเป็นอาวุธ มีปีกเป็นแบบผีเสื้อ

เรย์ : ขุนศึกแห่งไฟของเรดราจา มีธนูกับดาบโค้งเป็นอาวุธ
ไร : ขุนศึกแห่งสายฟ้าของเรดราจา มีดาบคู่กับความเร็วเป็นอาวุธ
รอย : ขุนศึกแห่งดินของเรดราจา มีดาบกับโล่และพละกำลังเป็นอาวุธ
รุย : ขุนศึกแห่งความคมของเรดราจา มีกระบี่กับความคมเป็นอาวุธ

ฝ่ายแบล็คราจา

ราเบีย : แบล็คราจาผู้ปกครองดินแดนแห่งบึงและหนองน้ำ
มีอุปนิสัย ชอบคิดชอบวางแผน ทะเยอทะยาน
เป็นผู้ที่มีพลังมานามากที่สุดในบรรดาราจาทั้งห้า มีปีกแบบอีกา

ราเชน : ลูกชายคนแรกของแบล็คราจา มีความสามารถในการปลอมตัว
เป็นหัวหน้าหน่วยลอบสังหารของแบล็คราจา

เบลมอน : นักฆ่าคนหนึ่งของแบล็คราจา มีความสามารถในการใช้เงา
สามารถเชิดเงาและแทรกตัวเข้าไปหลบในเงาได้

ฝ่ายกรีนราจา

วอลเลน : กรีนราจาผู้ปกครองดินแดนแห่งผืนป่า
มีอุปนิสัย โอบอ้อมอารีย์ รักสงบ
เป็นผู้มีพลังกายมากที่สุดในบรรดาราจาทั้งห้า มีปีกแบบค้างคาว

ยู : ลูกสาวของกรีนราจากับราชานก หน้าตาเหมือนแม่มาก มีปีกแบบนก

ซุสมิค : ลูกชายของกรีนราจากับราชานก ชำนาญการรบด้วยหอกและธนู มีปีกแบบนก

ฝ่ายบลูราจา

คูไค : บลูราจาผู้ปกครองดินแดนแห่งผืนน้ำ
อุปนิสัย ใจเย็น มองการไกล
เป็นผู้ที่มีความสามารถทางมานามากที่สุดในราจาทั้งห้า มีปีกแบบแมลงปอ

มิไร : ลูกชายคนเดียวของบลูราจา มีความสามารถคล้ายแม่

ฝ่ายไวท์ราจา

เอราธ : ไวท์ราจาผู้ปกครองดินแดนแห่งทุ่งกว้าง
อุปนิสัย ขี้เล่น รักสนุก ยุติธรรม
เป็นผู้ที่มีพลังป้องกันสูงที่สุดในบรรดาราจาทั้งห้า มีปีกแบบนก



เนื้อเรื่องกับทางแยกที่เกิดความผิดพลาด

เดิมเนื้อหาของเรื่องนี้จะมีจุดเริ่มต้นและจุดจบแบบเดียว และดำเนินไปในทางเดียวเท่านั้น
แต่แล้วในขณะที่กำลังนั่งทำเนมของตอนที่ 1/2 ก็เกิดความผิดพลาดขึ้น
เพราะผมทำการแก้ไขความสมเหตุสมผลของเนื้อหาการสนทนาในช่วงหน้าแรก ๆ
ทำให้ ยู ที่เป็นนางเอกควรจะได้รับบทเด่นที่สุด กลับถูก วอลเลน ผู้เป็นแม่แย่งซีนไปหมด
และแก้กลับไม่ได้ เพราะถ้าแก้ก็คือต้องเขียนใหม่ทั้งหมด

พอทำการเรียบเรียงไปมาแล้ว ผมก็เกิดนึกสนุก
เพราะเรื่องราวจะดำเนินไปอย่างสมเหตุสมผลมากกว่าเดิม
และผมเองนั้น ก็ยังไม่รู้จุดจบที่แท้จริงของเส้นทางนี้เหมือนกัน
ผมจึงเรียกเส้นทางเนื้อหาที่ถูกฉีกออกมาใหม่นี้ว่า Route B
หรือชื่อเต็ม ๆ ว่า Wallen's Route ด้วยความที่วอลเลนจะเป็นตัวเด่นของเส้นทางนี้
 
 
 
 
กลายเป็นว่าตอนนี้เนื้อหาถูกแบ่งออกเป็นสองทางไปเสียแล้ว
จากเดิมที่เนื้อหาในเล่ม 1/1 ได้พูดเอาไว้ถึงการบุกมาหาอย่างไร้เหตุผลของเรดราจา
ส่วนนั้นได้ถูกตัดออกทั้งหมด และจะไม่มีการกล่าวถึง 5 หน้านั้นอีกเลย

แต่ถึงกระนั้น เส้นทางเดิมก็ไม่ได้หายไปไหน ผมจะยังเก็บไว้อยู่
และขอตั้งชื่อ Route A นี้ว่า Ryfrr's Route เป็นเกียรติแก่พระเอกของเรา = =
ซึ่งอาจจะถูกนำเสนอในรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่ในรูปแบบของการ์ตูน
โดยอาจจะเป็นนวนิยายลงในเอนทรี่ถัด ๆ ไป ( เมื่อไรไม่รู้ )

อย่างไรแล้วก็ต้องกราบขออภัยทั้ง 6 คน ที่ได้ซื้อเล่มแรกไป ( ไม่นับคนที่ได้รับไปฟรี )
โดยเราไม่รับคืนสินค้าหรอกนะ = =



ก่อนจะปิดเอนทรี่นี้ขอพูดถึงรูปแบบการเขียนสำหรับเล่ม 1/1 กับ 1/2 สักหน่อย
เล่ม 1/1 เนื่องจากผู้ช่วยที่ถูกจ้างของผมใช้ G-Pen ไม่เป็น
จึงมีความจำเป็นต้องซื้อพิกม่ามาใช้ตัดเส้นกันแทน
ผลก็คืออย่างที่เห็นล่ะครับ = = สกิลพิกม่าด้อยด้วยกันทั้งคู่แหละ
งานก็เลย ...... น่ะนะ ...... หะหะหะหะ

พอมาเล่ม 1/2 หลายคนอาจจะดูแล้วรู้สึกแปลก ๆ หน่อย ประมาณว่า

" เฮ้ย นี่มันดินสอนี่หว่า "

ใช่ครับ ดินสอ 2B roting นี่แหละที่ถูกนำมาใช้ตัดเส้น
เวิร์คเป็นบางช่อง และมีปัญหาเรื่องการมองเห็นเส้นจริงกับเส้นร่าง
ถึงแม้จะใช้ดินสอสีในการร่างก็ตาม = =

สำหรับเล่มที่สอง ( ซึ่งคาดว่าจะไม่มีการแบ่งเป็น 2/1 กับ 2/2 อีก )
ผมจะลองแก้ไขในส่วนที่มันขาด ๆ เกิน ๆ ไปที่เป็นปัญหาในเล่มที่ผ่าน ๆ มาดู
ซึ่งก็คงจะได้ใช้ G-Pen อีกรอบแล้วกระมัง = = ( ถ้ามันไม่พังไปก่อนน่ะนะ )

สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนผลงานชิ้นนี้ครับ
เอนทรี่นี่จะมีการอัพเดทเรื่อย ๆ ในส่วนของเนื้อหาและภาพประกอบ
ส่วนข่าวคราวเกี่ยวกับเรื่องนี้ผมจะแจ้งให้ทราบในเอนทรี่ถัด ๆ ไปครับ
อย่างน้อยที่สุด ตอนนี้ผมก็เริ่มเขียนเนมของตอนที่สองไปบ้างแล้ว
อาจจะได้เห็นเล่มสองในช่วงพฤษภาก็ได้ครับ ( แต่อย่าเพิ่งตั้งความหวังนะ = = )

ปล.8 วิจารณ์ได้นะครับ ทุกเสียงคือเส้นทางของการพัฒนางาน ขอบคุณครับ

ตอนที่ 1 ครับ

ตอนที่ 2


edit @ 16 Apr 2010 22:19:14 by Ducker

Red Eclispe แห่งการผนึก

posted on 30 Mar 2010 22:38 by rinwest  in Doujinshi
มาต่อกันที่งานชิ้นที่สองที่มีการเขียนยาวนานถึงสองปีครึ่ง
( แต่เนื้อหาก็ไม่ได้ก้าวไปไหนมากมาย )
Red Eclipse หรือ คราสสีเพลิง ครับ
 
ประวัติความเป็นมาของเรื่องนี้นั้นมีอยู่ว่า
ผมถูกชวนเข้าสู่กลุ่มที่มีชื่อว่า Seal Team
และกลุ่มก็มีความเห็นร่วมกันว่าอยากจะเขียนโดของตัวเองขึ้นสักเรื่อง
แล้วก็เกิดความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต
ที่ผมพูดไปว่า

" เอาง่าย ๆ ก็หยิบใครสักคนในนี้มาเป็นพระเอกก็แล้วกัน "
 
 แล้วก็โดนเข้ากับตัวเองจนได้ พระเอกเรื่องนี้สุดท้ายก็ได้แบบมาจากผมนั่นเอง
ทั้งทรงผม และภูมิหลัง เกือบทั้งหมดแทบจะเป็นตัวผมเอง
( ไม่น่าเลยฉัน )
 
 แล้วเรื่องก็ถูกเขียนขึ้น โดยที่ผมเป็นเพียงแค่คนเขียนเนมกับฉากเท่านั้น
 และส่วนภายในถูกเขียนโดยสมาชิกที่เหลืออีกสองคน
เล่มแรก ถูกเขียนโดยสมาชิกคนที่หนึ่ง
ปกถูกวาดขึ้นมาด้วยสมาชิกทั้ง 3 คน เพื่อทำให้ดูเหมือนว่ามีทางเลือกสำหรับผู้อ่าน
นอกจากปกแล้ว หน้าสีภายในก็ยังไม่เหมือนกันอีกด้วย
เป็นการจัดพิมพ์ที่ยากลำบากเอาการ = =
 
และเล่มสองถูกเขียนขึ้นมาโดยสมาชิกคนที่สอง
 
ปกเล่ม 2 นี่ผมเป็นคนวาดเอง
รวมทั้งหน้าสีภายในเล่มด้วย
( อันนี้ใช้มาร์คเกอร์นะครับ ไม้ได้เอาสีไม้ลง = = )
 
และในที่สุดกลุ่มก็แตกก่อนที่จะได้เขียนเล่มที่ 3 ซึ่งเป็นเล่มที่จบจริง ๆ
 
พอเวลาผ่านไปอีกไม่กี่เดือนผมก็ประสบอุบัติเหตุและมือข้างขวาหัก
ในตอนนั้นแทบจะสิ้นหวังในการวาดไปแล้ว
แต่ก็ยังดื้อ เผาเล่ม 3 ออกมาจนได้ = =
 
เล่มนี้เขียนเองชงเองทั้งหมด ทั้งเนื้อหาภายในและปก
( ขออภัยที่หาไฟล์ปกจริง ๆ ไม่เจอแล้ว เนื่องจากไปทำที่บ้านเพื่อนและมันสาปสูญ )

Red Eclispe จะมีการเล่นคำในส่วนของชื่อหมายเลขเล่ม
โดยจะไม่ใส่ตัวเลขเล่มลงไปโดยตรง แต่จะใส่วันตามจันทรคติกำกับไว้แทน
 
เล่มแรกจะใช้ชื่อเล่มว่า
" แรม 15 ค่ำ เดือน 11 "
เล่มสองจะเป็น
" ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 "
และเล่มสุดท้ายจะเป็น
" แรม 7 ค่ำ เดือน 12 "
 
รวมเบ็ดเสร็จเวลาที่ใช้ดำเนินเรื่องนี้ทั้งหมดคือ 22 วัน
 
หลังจากมือหักไป ลายเส้นก็แทบจะไม่เป็นลายเส้นอีก
 กระนั้นแล้วงานนี้ก็จบลงทีสองเล่มครึ่งนี้ไป
 
 
 
 
ที่เหลือคงจะเป็นความบ้าของผมเองที่เกิดเปรี้ยวอยากทำให้งานนี้เป็นงานของผมโดยสมบูรณ์
โดยการเริ่มวาดแก้เล่มแรกใหม่ด้วยตัวเองเกือบทั้งหมด
มีเพียงแค่ฉากที่ให้เพื่อนอีกคนวาดให้
แล้วมันก็ออกมาจนได้
 
 
ใช้เวลาแก้ไขทั้งสิ้น 7 สัปดาห์ ก่อนจะวางจำหน่ายทั้งสองเล่ม
ในงาน Comic Party ( ขออภัยที่จำหมายเลขงานไม่ได้แล้ว )
 
เป็นครั้งแรกจริง ๆ ที่ได้ลองเอา G-Pen มาตัดเส้นงาน ( หน้าสีไม่เกี่ยวนะ )
เขียนต้นฉบับลงบนกระดาษ B4 รายละเอียดจึงใส่ได้เต็มที่สุดมัน แต่สแกนลำบากสุด ๆ
เป็นวิธีกายภาพบำบัดมือที่ปวดกระดูกสุด ๆ ไปเลย ขอบอก = =b
 
เล่มแรกเนื้อหาจะคงเดิมไว้ทั้งหมด ส่วนเล่มสองจะมีการดัดแปลง
แก้ไขเนื้อหาใหม่แทบจะทั้งหมด พร้อมเพิ่มหน้าสีเป็นเนื้อหาต่อจากนี้ไปอีก 8 หน้า
โดยเล่มที่ถูกจัดพิมพ์ให้มีหน้าสีมีราคาสูงถึง 200 บาท
( ทำไปได้นะฉัน )
 
 
 
 
 
มาถึงส่วนของเนื้อหาและตัวละคร
 
เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับ โจ นักศึกษามหาวิทยาลัย P ( ayap )
ผู้เป็นประธานชมรมวิจัยสิ่งลี้ลับ
ที่ก่อตั้งชมรมขึ้นมาได้ด้วยเรื่องเล่าลี้ลับที่ได้มาจากย่าของตน
 
วันหนึ่งที่ โจ ได้กลับบ้านไปต่างจังหวัด ( ลำปาง ) แต่ก็ไปพบกับย่าก่อน
ย่าของเขาเล่าเรื่องของผีตาแดงกับจันทคราสสีแดงให้ฟังโดยมีเนื้อหาดังนี้
 
" จันทรคราสสีแดงนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
หรือสิ่งที่พวกเราเข้าใจกัน แต่มันเกิดขึ้นจากผีตาแดง
ไม่มีใครรู้หรอกว่าผีตาแดงตนนี้มาจากไหน
ว่ากันว่ามันจะมาก็ต่อเมื่อมนุษย์เลือกศรัทธาในธรรมชาติ
และสร้างแต่การทำลาย
เสมือนเป็นการแก้แค้นของธรรมชาติ
ที่ถูกฝากมากระทำต่อมานูษย์อีกทอดหนึ่ง

เมื่อยามที่คราสถึงที่สุด ดวงจันทร์จะไม่หายไป
แต่มันจะกลับส่องแสงสีแดงราวกับเปลวไฟ
ในเวลาเดียวกันนั้น ผีตาแดงก็จะเบิกตาของตัวเองออกมา
สีของดวงตามันนั้นเป็นสีเดียวกับดวงจันทร์ในเวลานั้นไม่มีผิด
แล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ต่อหน้าของมันก็จะสูญสลายกลายเป็นเถ้าถ่าน
ด้วยอำนาจที่ออกมาจากดวงตาของผีตาแดงตนนั้นนั่นเอง

ทุกสิ่งจะมอดไหม้ ไม่มีใครสามารถหยุดมันได้
ต้องรอจนกว่าความพิโรธของธรรมชาติจะเบาบางลง
จนกระทั่งดวงจันทร์สีแดงจะหายไป
พอเหตุการณ์สงบลง ผีตาแดงตนนั้นก็จะหายตัวไป
พร้อมกับหมอกควันไฟที่ล่องลอยไปตามสายลม "
 
หลังจากได้ฟังเรื่องแล้วระหว่างทางกลับบ้านก็ได้พบกับหญิงสาวลึกลับ
เธอมีชื่อว่า เพ็ญ
  โจ เห็นว่าเธอนอนหมดสติอยู่จึงพากลับบ้านไปด้วย
และด้วยความใจดีแนวพระเอก จึงได้รับปากพาเธอมาส่งที่เมือง CNX ( เชียงใหม่น่ะล่ะ )
 
เพ็ญ เป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างเงียบเฉย ถึงจะมาถึง CNX แล้วก็ยังไม่พูดถึงที่ที่อยากให้ไปส่ง
โจ ก็คิดว่าเธอคงจะเป็นเพียงเด็กผู้หญิงหนีออกจากบ้าน
จึงได้พยายามเปิดในเธอในรูปแบบต่าง ๆ และในที่สุดก็พามาที่งานลอยกระทง
 
ในงาน เพ็ญ พูดจาแปลก ๆ หลายครั้ง ก่อนที่จะหนีไป
โจ พยายามตามและเมื่อจับตัวเธอได้ เธอก็สารภาพว่าเธอคือสิ่งที่คนทั่วไปเรียกว่า
" ผีตาแดง " นั่น
และเธอถูกส่งมาเพื่อทำให้เมือง CNX กลายเป็นทะเลเพลิง
และขอให้ โจ หนีไปให้ไกลที่สุดก่อนที่เธอจะทนพลังนี้ไม่ไหว
แต่ โจ กลับไม่หนีไป
 
เมื่อความอดทนต่อพลังของ เพ็ญ ถึงขีดสุดแล้ว
 ความรู้สึกไม่อยากให้ โจ ต้องตาย ทำให้พลังที่จะสั่งให้ทุกอย่างมอดไหม้
ย้อนกลับมาทำลายร่างกายของเธอเพียงคนเดียว
ก่อนที่ร่างของเธอจะสลายไป
 
และต่อที่แปดหน้าสุดท้าย เป็นเรื่องราวหลังจากนั้นมาอีก 16 ปี
 
 
 อ่านไม่ออกไม่รับผิดชอบครับ = =
เพราะไฟล์ต้นฉบับผมสาปสูญไปตั้งแต่เปลี่ยนเครื่องใหม่แล้ว
อันนี้เป็นเพียงไฟล์ที่ดึงออกมาจากไฟล์เอกสารที่ใช้ตอนพิมพ์เท่านั้น
 
เนื้อหาคร่าว ๆ คือ หลังจากที่เพ็ญจากไปแล้ว
ในวันเดียวกัน เวลาเดียวกัน ตามปฏิทินจันทรคติ
โจจะมานั่งอยู่ที่ต้นไม้ต้นที่ได้พบเพ็ญนอนอยู่ครั้งแรก
โดยหวังว่าจะได้พบกับเพ็ญอีกครั้ง
และทุกครั้งที่เมื่อเขานั่งลง เขาก็จะรู้สึกเหมือนว่าเพ็ญได้มานั่งอยู่ข้าง ๆ เขา
แต่เขาก็ไม่เคยที่จะหันไปมองด้านข้างเลยสักครั้ง
อาจจะเพราะกลัวความจริง หรืออยากจะให้ช่วงเวลานี้เป็นดั่งความฝันตลอดไป
 แต่แล้วในปีที่ 16 หลังจากที่เขาพูดสิ่งที่เขาคิดออกไป
เพ็ญ ที่เป็นดั่งคนที่ไม่มีตัวตนนั้นกลับพูดตอบเขากลับมาว่า
แท้จริงแล้วเธอนั้นได้อยู่ข้างเขามาตั้งนานแล้ว
 
 
แนะนำตัวละครกันก่อน
 
 
จากซ้ายบนไปขวาเรื่อย ๆ
 
มด เลขานุการ ชมรมวิจัยสิ่งลี้ลับ เป็นสาวแว่น ชอบการ์ตูน Yaoi และเหมือนว่าจะชอบอีตาคำอยู่
กิ๊ก สาวสวยเพื่อนของ มดเข้าชมรมมาเพื่อช่วยเพื่อนจีบ คำ แต่ตัวเองกลับถูก คำ จีบเสียเอง
คำ ไอ่หน้าหม้อ ( จบ )
 
แถวล่าง
 
โจ พระเอกของเรื่อง ประธานชมรมวิจัยสิ่งลี้ลับ อายุ 21
เพ็ญ เด็กสาวลึกลับที่ โจ ไปพบเข้า และเธอบอกว่าตัวเองเป็นผีตาแดง อายุ 13 ปี 9 เดือน
 
 
แก้ว ลูกสาวของโจ กับ ??? เมื่อเปลี่ยนทรงผมและใส่ชุดที่ เพ็ญ เคยใส่ จะเหมือนกันมากจนแทบจะแยกไม่ออก สิ่งที่แตกต่างกันจะมีเพียงสีผมกับนิสัยเท่านั้น
 
 
และแล้ว เรื่องนี้ก็จบลง แต่ จักรวาลของ Ducker ก็ได้ถูกสร้างขึ้นในทันที
เป็นครั้งแรกที่ตัว Avatar อย่างเป็นทางการได้ถือกำเนิดขึ้น ( แบบมั่ว ๆ )
 
 
เอาหน้าบักโจนี่แหละ มาทำ = =
 
นอกจากนี้ยังก่อกำเนิดโครงการร่วมโลก
เพราะสถานที่เป็นแหล่งดำเนินเรื่องทั้งหมดเป็นเมือง CNX
 
 
แต่โปรเจคก็ถูกพักไว้ก่อนเนื่องจาก
 
" การถือกำเนิดของราชาเป็ดผู้ชั่วร้ายแห่งวงการการ์ตูนไทย "
 
 
 
นอกจากนี้ยังมีโปรเจคอื่น ๆ อีก เนื่องจากบักเทียน กลับมาจากแคนาดาแล้ว
 
 
โปรเจคถูกร่างคร่าว ๆ ด้วยโปรแกรม OC Online แบบมั่ว ๆ
เกิดมาเป็นโปรเจคร้อยปีแรคน่าร็อค ที่มันจะทำจริง ๆ เรอะ ?
 
 
 
ความสำเร็จเกี่ยวกับงาน Red Eclipse
 
เรียกว่าล้มเหลวจะดีกว่ากระมังครับ
เพราะเขียนเอามันคนเขียนเอามาก ๆ เนื้อหาก็งั้น ๆ
ได้รับอิทธิพลจากการ์ตูน อนิเม และ เกมในช่วงนั้นมาพอสมควร
ไม่ว่าจะเป็น ฮิกุราชิ , จิโกกุโชโจะ บลา บลา บลา
 
ประกอบกับตอนนั้นผมได้เข้ากลุ่มวาดการ์ตูนอีกกลุ่มหนึ่งพอดี
และผมก็ได้รับคำสั่งให้ทิ้งการ์ตูนเรื่องนี้ โดยไม่ต้องสนใจว่ามันจะยังเหลือหรือไม่
และไปเขียนเรื่อง Diplomatic of Raja แทน
 
แต่สิ่งที่จะเรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จกลาย ๆ คือ
ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นจากการมั่วว่า มันเป็นนิทานพื้นบ้าน
แต่พอผมเอาเรื่องนี้กลับบ้านไปเพื่อให้คุณป้าของผม
ซึ่งก็คือคนที่รับบทเป็นย่าของโจในเรื่องน่ะล่ะครับได้ลองอ่านดู
 
ป้าแกบอกว่า
 
" เอ้อ นี่จำเรื่องผีตาแดงได้ด้วยเหรอ ? "
 
 เอ้า งานเข้าล่ะทีนี้ ตกลงเรื่องจริงเรอะ ?!
 
ผมเองในสมัยก่อนได้ยินเรื่องเล่าจำพวกนี้มาค่อนข้างเยอะจากคุณป้าคนนี้ของผม
มันก็คงมีบ้างล่ะกระมัง ที่มันจะเป็นเรื่องจริง = =
 
 
 
 
เอาเป็นว่า ผมขอจบเรื่องราวเกี่ยวกับ Red Eclipse เอาไว้เท่านี้ก็แล้วกันนะครับ
และเนื่องจากว่าผมไม่เหลือรวมเล่มการ์ตูนเรื่องนี้เก็บไว้กับตัวแล้ว
ไฟล์ที่จะใช้อ่านได้ก็ไม่มี เหลือแค่เพียงไฟล์สำหรับพิมพ์
 แต่ถ้าอยากได้ลองไปอ่านกันจริง ๆ ผมจะพยายมหามาให้อ่านก็แล้วกันครับ
 
สำหรับคนที่ได้อ่านเอนทรี่นี่เป็นครั้งแรก
แม้ว่าจะเป็นงานเก่าของผม แต่ก็สามารถวิจารณ์งานของผมได้นะครับ
ทุกเสียงทุกคอมเมนต์สำหรับผมแล้ว มันคือเส้นทางการพัฒนางานครับ
แล้วพบกันใหม่ครับ
 
เพิ่งเขียนหน้าแนะนำตัวเสร็จไป ว่างจัด มาเขียนต่อ
( ละไม่ทำเป็นหน้าเดียวกันไปเลยล่ะนั่น = = )



Get Duckers : Let's Duck together !!
หรือ เก็ต ดั๊กเกอร์ อย่างนี้ต้องกวยแกว้ก
ประพันธ์เรื่องโดย Thien Warder เป็นฝรั่งลูกครึ่งที่ไม่รู้จะแนะนำไปทำไม

นี่คือโฉมหน้าบักเทียน อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นฆาตกรที่ไหน
พบเห็นเข้าไปทักได้ ไม่กัด ฉีดยาแล้ว

ที่มาที่ไปของเรื่องนี้ที่ถูกนำมาเขียนก็คือ
บักเทียนที่ไม่ได้นั่งเทียนเขียนเรื่องนี้ขึ้นเป็นเนม
ความยาวประมาณสามสิบหน้ากระดาษลงในสมุดนักเรียน
อันกระผมเมื่อเห็นแล้ว ก็เกิดอาการคัน อยากเสือก
เกิดเป็นประโยคสนทนาภาษาราชการถิ่นเหนือนี้ขึ้น
 
" เฮ้ยเทียน เขียนแล่ ..... "
" บ่าไหวมั้งครับพี่ เขียนการ์ตูนมันยากขนาด "
" คิงจะมาบ่าไหวได้จะได มานี่ เดี๋ยวฮาช่วย "

แล้วการเสือกของผมก็เป็นผล
ใช้เวลาเกือบเดือนอดหลับอดนอนเขียนกันขึ้นมาจนเสร็จ
อันที่จริงผมกับเทียนเคยร่วมงานกันมาก่อนในตอนที่เขียน CF ของ Pocket
ก่อนจะแพ้ตกรอบแรกไปอย่างน่าอดสู 36 ต่อ 3 คะแนน
ใครอยากได้รายละเอียดเหตุการณ์หรือภาพตอนนั้นไว้ขอหลังไมค์ละกันนะครับ = =

กว่าจะเสร็จได้ก็ถูลู่ถูกังพอสมควร เพราะเป็นงานพิมพ์งานแรก
 งานเสร็จตอนเจ็ดโมงเช้าก่อนวันงานหนึ่งวัน
เริ่มการออกตามหาร้านที่จะมาเป็นเหยื่อรับพิมพ์งานที่ต้องการในหนึ่งวัน
ทำการเดินทางด้วยสภาพงัวเงีย ๆ เพราะไม่ได้นอนไปแถว ๆ ข้าง มช.
ไล่ถามทีละร้านจนกระทั่งเจอร้านป้าอยู่ร้านหนึ่ง
หลังจากสอบถามเรื่องว่ารับพิมพ์หนังสือไหม ? ป้าแกบอกรับ
ความหวังเริ่มบังเกิด ผมยื่นไฟล์ที่จะใช้พิมพ์หนังสือที่อยู่ใน CD ให้กับป้าแก
แต่ไฟล์ด้านในดันเป็นไฟล์ TIF ไฟล์ละร่วมสี่สิบเม็ก ป้าแกเลยทักมาเลยว่า
 
" โห งี้รอเป็นวันก็โหลดมาพิมพ์ไม่เสร็จหรอก "
 
เกิดอาการงานเข้าละทีนี้ ว่าแต่จะทำยังไงล่ะ ?
นึกอะไรไม่ออก ยกแลปทอปตัวเองมาที่ร้านเลย ก่อนจะจัดการแปลงไฟล์ทั้งหมดเป็น jpg
ด้วยความที่ทุกอย่างคือครั้งแรก นั่นคือ Newbie หรือ Noob
 
อาการติดขัดไม่ได้มีเพียงแค่หนเดียว ต่อจากขนาดไฟล์ก็มาเป็นเรื่องการจัดเรียงหน้า
เพราะการจะพิมพ์หนังสือเย็บเล่มแบบใช้แม็กเย็บกลางได้นั้น จะต้องมีการจัดเรียงหน้ามาก่อน
แน่นอน นี่ก็ครั้งแรกอีกที่ได้ทำอีกแล้ว เรียงจนพิมพ์ผิดไปสองรอบ
แน่นอน ป้าแกไม่ด่าอะไร พูดแค่ว่า

" ไม่เป็นไร ที่พิมพ์ผิดมานี่ ป้าคิดเงินหมดแหละ "

ขอบคุณมากครับป้า = = ที่ช่วยเตือนสติ
 
แล้วการจัดเตรียมพิมพ์ก็เสร็จ การเรียงหน้าถูกต้อง
เหลือเพียงแค่ให้ป้าแกถ่ายเอกสารและเข้าเล่มเท่านั้น
ผมเลยจ่ายมัดจำล่วงหน้าไปแล้วก็หัวถึงหมอนหลับเป็นตาย
ตื่นมาอีกทีก็ค่ำแล้ว เลยไปเอาหนังสือพร้อมกับจ่ายส่วนที่เหลือ
ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการตีพิมพ์ครั้งนี้ทั้งหมดคือ 1600 บาท ได้หนังสือทั้งหมด 30 เล่ม
มีการจัดพิมพ์หน้าสีอย่างสวยงามด้านในถึง 4 หน้า !!!

แล้วก็ทำการหอบหนังสือทั้ง 30 เล่มเอาไปให้บักเทียนดูที่ร้านเกม
เปิดมาอ่านอย่างเพลิดเพลินแม้จะรู้เรื่องอยู่แล้ว
แต่เพราะนี่คือโดเล่มแรก แรก แรก แรก แรก ( เอคโค่วอีกแล้ว )
มันก็ต้องมีเย็บเล่มหน้าผิดเป็นธรรมดา = = สินะ
งานเข้าอีกแล้วสิเนี่ย
 
เลยได้เอากลับไปให้ป้าแกแก้แล้วเย็บใหม่
สาเหตุของความผิดพลาดคือมีสองหน้าในนั้นที่มีจุดที่วาดเริ่มต้นเป็นภาพที่คล้ายกัน
อันเป็นเหตุที่ทำให้เข้าใจผิดอย่างไม่น่าให้อภัย ( คนเขียน )
 
นิทาน ??? เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
" เพราะนี่ไม่ใช่โรงพิมพ์คราวหน้าใส่เลขหน้ากำกับมาด้วยล่ะ = = "

แต่ก็ยังดีที่ป้าเขาแก้ให้แล้วมารับเอาตอนเช้าอีกที
ต้องขอบคุณป้าแกมากครับ
 
ทุกวันนี้โดเล่มหลัง ๆ ของผมก็ยังพึ่งพาบริการจากร้านของป้าแกอยู่
ไว้ผมจะแนะนำร้านป้าแกอีกทีครับ ขอบคุณอีกครั้งครับ
 
 
 
 
 
และแล้วก็มาถึงเวลาที่รอคอย เวลาของการขาย !!
งานนี้ตีพิมพ์สำหรับงานการ์ตูนเชียงใหม่ครั้งที่ 5 ( กี่ปีมาแล้วนับเอาเอง )
โดค่าพิมพ์เล่มละ 53.3333 บาท ยอมตัดใจขายเล่มละ 50 เอาง่ายเข้าว่า
ด้วยสปิริตอันสูงส่งแบบว่า
 
" ข้าไม่สนใจเรื่องกำไร ข้าจะขายการ์ตูนเพื่อให้คนได้อ่าน "
 
น่าซึ้งใจจนน้ำตาร่วง วันแรกขายออกไป 3 เล่มไม่ขาดไม่เกิน = =
 
เอาน่ายังมีวันที่สองอีก
วันที่สองนี้มีเรื่องน่าประทับใจหลายอย่าง มีการขอให้เซ็นต์งานด้วย
( เกิดมาเพิ่งจะเคยได้เซ็นต์ลงงานตัวเอง กรี๊ด )
และสิ่งที่น่าประทับใจที่สุด และคงจะเป็นจุดสูงสุดของการทำงานการ์ตูนของผมแล้ว
 
นั่นคือการได้เห็นรอยยิ้มของคนที่ซื้อโดของผมไปแล้วเดินอ่านไปหัวเราะไป
 
ถึงมันจะดูเรียบง่าย ไม่มีอะไรหวือหวา ไม่ใช่เรื่องมาขอเมลล์อยากได้งานไปลงที่ไหน
เพียงแค่จ่ายเงินหยิบการ์ตูนของผมไป อ่านไปหัวเราะไป
ผมก็รู้สึกได้ว่า งานของผมสำเร็จตามวัตถุประสงค์แล้ว
ราวกับว่านี่เป็นเกียรติประวัติของผมเลยทีเดียว
 
แต่กระนั้นแล้ว วันที่สองก็ขายออกไปได้อีกสิบเอ็ดเล่ม = =
รวมยอดแล้วเหลือ 16 เล่ม เข้าเนื้อเต็ม ๆ เพราะว่าไม่ได้นำไปขายอีก
 
ในงานครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่พวกผมจองบูธในชื่อของ Duckers
จากนั้นมาอีกหลายครั้งชื่อของพวกผมจึงได้ถูกเรียกว่า
 
" ไอ่เป็ด "
 
คิดไปเองหรือเปล่านะ ไม่รู้สึกน่าภาคภูมิใจเลย = =






เอาล่ะ พักประวัติศาสตร์การทำงานกันไว้เพียงเท่านี้ก่อน
ขอมาพูดถึงเนื้อหาของเรื่องกันบ้าง
 
Get Duckers อย่างนี้ต้องกวยแกว้ก
แค่อ่านดูก็พอจะรู้ว่าลอกชื่อมาจาก Get Backers อย่างนี้ต้องเอาคืน
ใช่ครับ มันมาจากจุดนั้นจริง ๆ
เนื้อหาภายในบางส่วนก็มีการล้อเลียนในเรื่อง Get Backers อยู่บ้างประปราย
แต่เนื้อหาโดยหลักแล้วไม่ได้เกี่ยวข้องใด ๆ กับ Get Backers แต่อย่างใด
 
 
สมบัติ เด็กนักเรียนโรงเรียนแห่งหนึ่งกลางคูเมืองจังหวัด CNX
( ไม่รู้เล้ยว่าเป็นเด็กยุพราช )
บังเอิญได้มาเดินชนกับ โคจิ ชายหนุ่มสุดเท่
จนเป็นเหตุให้ต้องเข้าไปพัวพันกับการล้างแค้นองค์การลับ
ที่มีแผนปลุกปั่นเหล่านักอ่านการ์ตูนให้กลายมาเป็นทาสขององค์การ
โดยที่เหตุทั้งหมด มาจากการ์ตูนเรื่อง Get Duckers ที่สมบัติชื่นชอบนั่นเอง
 
 
 
 นี่คือ สมบัติ 
 พระเอก ( ??? ) ของเรื่อง 
ส่วนนี่ก็ โคจิ
พระเก๊ ( ??? ) ของเรื่อง
 
 
 
การ์ตูนเรื่องนี้มีการเล่นมุขตั้งแต่หน้าแรกยันหน้าสุดท้าย
เช่นว่าการจัดวางหน้าสุดท้ายไว้เพื่อสำหรับขาย
แต่พอเปิดจริงกลับเป็นด้านกลับหัวกัน ต้องไปเปิดอ่านจากอีกฟากแทน
 
และชื่อ Get Duckers นั้น เป็นการ์ตูนที่อยู่ในการ์ตูนอีกที
เนื้อหาที่ตีพิมพ์ในการ์ตูนของเรื่องนั้นจะเป็นสี
ส่วนเนื้อหาในเรื่องจริง ๆ กลับพิมพ์เป็นขาวดำ
สลับกับการพิมพ์การ์ตูนปรกติในโลกจริง
 
สังเกตได้จากมือของสมบัติที่จับการ์ตูน
 
และอีกอย่าง เรื่องนี้มีการใช้ภาษาราชการถิ่นเหนือเป็นมุข
ไม่ได้ทำการลอกเลียนแบบมาจาก Sket Dance แต่อย่างใด
เพราะมันเป็นภาษาที่พวกผมใช้พูดกันเป็นประจำอยู่แล้ว
( แต่นับจริง ๆ ก็ถือว่าโดนชิงหมาเกิดไปแล้วน่ะนะ )
 
 
 
 
 
จบแล้วครับ ประวัติศาสตร์ Get Duckers
เล่มแรก และเล่มเดียว
ไม่มีการขายอีก ไม่มีจัดพิมพ์ซ้ำ แต่มีโครงการวาดใหม่
ที่โดนพักไปเพราะเหตุ

" การถือกำเนิดของราชาเป็ดผู้ชั่วร้ายแห่งวงการการ์ตูนไทย "

ไว้มีโอกาสจะมาบอกเล่าให้ฟังก็แล้วกันครับ
แต่อย่าเชื่อมากล่ะ = =/